คำถามที่พบบ่อย

บางคนบอกว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำในกัน เพราะพวกเขาได้ทำการมองสะท้อนและทำทุกวัน แต่การมองสะท้อน ที่ไม่รวมเรื่องที่รุนแรงเป็นพิเศษ, มันไม่เหมือนกับในกัน การมองสะท้อนที่เราเคยรู้จัก เราทำเฉพาะในกรณีที่ เรายังไม่สำเร็จมากเพียงพอและหาเกี่ยวกับความอ่อนแอของเราปัญหาที่เราเป็นต้นเหตุและพยายามที่จะมองสะท้อนให้เห็นในช่วงการทำในกัน ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แม้ว่าเรากำลังเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เราเป็นต้นเหตุความยากลำบากให้คนอื่นที่อยู่รอบๆเรา

เราศึกษาจนถึงเที่ยงคืน ไม่ได้ช่วยครอบครัวและพักผ่อนน้อย คนในครอบครัวต้องลดเสียงโทรทัศน์ลงหรืองดดูรายการที่น่าสนใจ ถ้าเราผ่านการสอบเราจะภาคภูมิใจ บางครั้งเราก็หยิ่งยโส ถ้าเราสอบไม่ผ่านเราจะรู้สึกโดดเดี่ยวและซึมเศร้าเราเป็นตัวหลักในโศกนาฏกรรมเศร้านี้

ในช่วง ‘ปกติ’ ของการมองสะท้อนเราจะไม่ได้กังวลเกี่ยวกับตัวเราเองกับความจริงที่ว่าเราได้ทำแค่เพียงเรียนหนังสือ ดังนั้นมีหลายสิ่งที่เราไม่ได้ ตระหนักถึง สิ่งที่เราจะได้เห็นด้วยความช่วยเหลือของในกัน มันแสดงเห็นได้ชัดกับตัวอย่างก่อนหน้านี้

บางทีอาจจะมีคนที่คิดว่าไม่สามารถคืบหน้าในเวลาหนึ่งสัปดาห์ แต่ถ้าเราจริงจังกับการมองสะท้อนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยทำ 10 ชั่วโมงต่อวัน รวมแล้ว 70 ชั่วโมง

โดยปกติเราไม่ได้ดูที่ชีวิตของเราจากมุมมองที่แตกต่างกันเป็นเวลาสิบชั่วโมงทุกวัน ถ้าเราทำมันเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ ก็จะใช้เวลานานเป็นปี ดังนั้นเราจึงสามารถพูดได้ว่าหนึ่งสัปดาห์ที่เข้มข้นนั้นนานเพียงพอ

บางคนบอกว่า 1 สัปดาห์นั้นนานเกินไป ทำไมมันต้องใช้เวลามากขนาดนั้น? แต่ลองพิจารณาว่าเราทำการมองสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตเราทั้งชีวิต หนึ่งสัปดาห์เป็นเวลาไม่นานเลย

เมื่อหยุดเป็นเวลาห้าหรือหกวันเพื่อมองถึงสิ่งที่ผ่านมา เราอาจจะได้แม้กระทั่งสีของรถสามล้อถีบ บางคนแทบจะจำสิ่งเหล่านั้นไม่ได้หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งวัน นอกจากนี้ การทำในกันจะจบลงหลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ในขณะที่เรากำลังพิจารณาว่าจะทำในกันหรือไม่ทำ หนึ่งสัปดาห์ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก หลังจากทำในกันหนึ่งสัปดาห์ เราสามารถได้รับครบหมดทุกอย่าง ดังนั้นหนึ่งสัปดาห์ไม่ใช่เวลาที่นาน

บางคนไม่ต้องการที่จะมองกลับไปที่อดีตผ่านมา ของพวกเขาเพราะว่ามีเหตุการณ์ที่พวกเขาไม่ต้องการที่จะจำ แต่การหลีกเลี่ยงที่จะมองบางสิ่งหมายความว่าเราได้ยึดและแบกภาระไว้

เราแบกข้อเท็จจริงจากอดีตที่ผ่านมา เมื่อเรามีปัญหาในการยอมรับมันและหวังเพียงว่าเหตุการณ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้น มันอาจจะเป็นสิ่งที่เราสังเกตเห็น ว่าเป็นภาระ เป็นอะไรที่เราไม่เห็นด้วย แต่การปฏิเสธเรื่องราวบางอย่างในอดีตไม่มีอะไรอื่นนอกจากการปฏิเสธตัวเองในปัจจุบันของเรา เพราะมันเป็นผลมาจากอดีตที่ผ่านมา ในกรณีนี้เราไม่สามารถพูดได้ว่าเรามีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เรามีชีวิตอยู่กับการปฏิเสธและปัญหาที่เกิดขึ้นจากอดีต : ไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในสองปีที่ผ่านมา สูญเสียความรักเมื่อตอนห้าปีที่แล้วหนีออกจากบ้านเมื่อยี่สิบปีก่อน สามสิบปีที่ผ่านมาสามีนอกใจ สี่สิบปีที่ผ่านมาพ่อแม่ หย่าร้าง และอื่น ๆ

แต่การปฏิเสธเหตุการณ์เหล่านี้ ในระดับจิตใต้สำนึก, หมายถึงการปฏิเสธทุกอย่างและ ชีวิตหยุดลงในนาทีนั้น นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ดังนั้นเราจึงใช้เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตของเราโดยเชื่อว่า เหตุผลที่เราไม่มีความสุขเพราะความทุกข์ถูกฝังอยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อเราทำในกันเราจะสามารถเผชิญหน้ากับความเป็นจริงจากอดีต เราสามารถขอบคุณและยอมรับพวกมันในสิ่งที่มันเป็นโดยการแลกเปลี่ยนจากมุมมองด้านเดียวเพื่อเปรียบเทียบกับทัศนคติที่แตกต่างกัน เมื่อมันเกิดขึ้นเราสามารถลืมสิ่งเหล่านั้นได้จริงๆ จากนั้นเราไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวที่จะจำอีกต่อไป
ดังนั้นการมองไปยังอดีตที่ผ่านมาผ่านในกันจึงประสบความสำเร็จ ในการที่เราจะเป็นอิสระจากโซ่ตรวนในอดีตที่ผ่านมาและมีความสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

มีคนที่ยอมรับว่าพวกเขามีความกลัวที่จะรับรู้ถึงตัวตนจริงๆพวกเขา นั่นคือเหตุผลที่โน้มนาวให้เราลังเลที่จะฝึกในกัน แน่นนอนมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่จะเข้าใจตัวเอง แต่มันจะเลวร้ายมากกว่าจะมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่เคยได้รู้จักตัวตนของตัวเอง

ในกัน ทำให้เรารู้จักตัวเราเองโดยดูที่ตัวเราเองโดยไม่ต้องให้คนอื่นมาบอกเรา เราจะเห็นภาพตัวเราเองโดยไม่ได้ถูกทำลายโดยคนอื่นๆ และเป็นความจริงที่ว่าภาพใหม่จะถูกสร้างขึ้น มันสามารถเปรียบเทียบได้กับหนอนที่สามารถฟักออกมาจากรังได้เองแทนที่จะมีคนผ่ามันออกมาจากด้านนอก ถ้าเราอ้างว่านี่เป็นสิ่งที่น่ากลัว เราจะไม่กลายเป็นผีเสื้อและโบยบินไปในที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ทั้งชีวิตของเรา นี่คือความเป็นจริง ไม่ว่าเรามองไปที่ตัวเองหรือไม่ ผมหวังว่าคุณจะมองตัวคุณเองด้วยความกล้าหาญ

บางคนบอกว่าพวกเขากลัวการเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้อาจบ่งบอกว่าพวกเขาไม่มีความภาคภูมิใจในตนเอง ถ้าเรามีความมั่นใจในตัวเราเอง เราจะสามารถตรวจสอบว่าเรามีจุดอ่อนหรือข้อเสีย และเราสามารถปรับปรุงมันได้อย่างไร ถ้าเรากลัวการเปลี่ยนแปลง เราอาจจะใช้เวลาทั้งชีวิตของเราเป็นเหมือนตอนนี้ เราพยายามที่จะป้องกันตัวเอง สิ่งนี้มันยิ่งแย่กว่าอีกไม่ใช่หรือ? บางทีมันอาจจะดีกว่าที่จะเปลี่ยนส่วนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

บางคนบอกว่าพวกเขาไม่สามารถฝึกในกันในขณะนี้ได้ เพราะพวกเขามีปัญหาในตอนนี้ที่ใหญ่มากเกินไป แต่ถ้าเราอยู่ในขั้นที่ เราไม่สามารถที่จะคิดเกี่ยวกับอะไรได้แล้วนอกเหนือจากอาการเจ็บป่วยและปัญหาในปัจจุบัน มุมมองของเราจะแคบมาก

คนที่ฆ่าตัวตาย เพราะพวกเขาสอบไม่ผ่านเขามีทางเลือกแค่เพียงสองทางเลือก – สอบผ่านหรือตาย
ถ้าเราทำในกันในเวลาดังกล่าวและเรามองสะท้อนสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เราได้รับจากพ่อแม่ของเรา เราจะเรียนรู้ถึงสิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้เป็นผลมาจากสิ่งเหล่านั้น ดังนั้นคุณค่าของเราจะเพิ่มขึ้น และเมื่อเราเห็นสิ่งที่ตัวเราเองมีอยู่และตอนนี้ เป็นผลมาจากรากลึกในอดีตที่ผ่านมาแล้วทำให้เรามีความทุกข์ เราจะรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงปัญหาจะได้รับการแก้ไข

ดังนั้น เราจะรู้สึกเป็นอิสระจากทางเลือกที่คับแคบ ระหว่างการผ่านหรือตาย ในช่วงกลางของความทุกข์โดยปกติเราจะไม่ได้สังเกตว่าดอกซากุระอยู่ตรงหน้าเราและร่วงหล่นลงมาจากต้นไม้ แต่ในกันช่วยให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับชีวิต

ดังนั้น: เมื่อเราคิดว่าเราไม่สามารถบอกตัวเองให้ตัวเราทำบางสิ่งบางอย่าง เช่น ในกัน ในขณะนี้เพราะความทุกข์ทรมานมีมากเกินไป มันจะเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการทำในกัน

นอกจากนี้เมื่อเรามีประสบการณ์การทำในกัน เรามีความสามารถที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆและเรียบง่าย แม้ว่าเราจะเจอกับปัญหาใหญ่ในอนาคต

เมื่อเราได้รับการบอกเกี่ยวกับการทำในกัน บางคนบอกว่าพวกเขาเข้าใจว่า บางคนจะได้ประโยชน์จากมัน พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำ แต่พวกเขาต้องการให้คนอื่นทำในกันแทน

มันโอเคที่จะเป็นอย่างนั้นแต่มันจะดีกว่าถ้าเราดูที่ตัวเองก่อน เพื่อที่จะกำจัดปัญหาของตัวเองก่อน บางครั้งเรามีจุดมุ่งหมายที่จะให้คนอื่นๆเปลี่ยนแปลง เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องปรับปรุงตัวเอง

นั่นเป็นเหตุผลที่สำคัญที่จะตรวจสอบ ว่าทำไมเราต้องการให้คนๆนั้นทำในกัน ถ้าคุณมีประสบการณ์ในการทำในกันก่อนและแนะนำให้กับคนอื่นๆ ต่อไปเราสามารถแนะนำมันด้วยความเชื่อมั่นมากขึ้น

มีคนจำนวนมากทีเดียวที่บอกว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำในกันกับแม่ แต่ไม่ต้องการทำกับพ่อของพวกเขา แม้ว่าเราไม่ได้ต้องการที่จะทำในกันกับพ่อเพราะเราไม่ชอบเขาหรือเกลียดเขา นั่นหมายความว่าเราวิ่งหนีความจริง เราไม่สามารถพูดได้ว่าเราไม่ได้รับอะไรจาก คนอื่นๆเพราะเราไม่ชอบเขา

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เราไม่สามารถทนกับคนๆนั้นได้ แม้ว่าเราจะได้รับอะไรมากมายจากเขา ถ้าเราเคารพคนอื่นๆหรือชอบเขา เราพยายามที่จะไม่เป็นต้นเหตุของปัญหามากนัก แต่ถ้าเราไม่ชอบหรือรังเกียจเขา มันเป็นไปได้ว่าเป็นเพราะวิธีการทำตัวของเราเอง เมื่อเขาคุยกับเรา เราก็รู้สึกว่าเขาก้าวร้าวแล้วนอกจากนี้มันเป็นไปได้ว่าเรานั้นไม่เคยได้ยินที่เขาพูดกับเราเลย

ดังนั้นเพื่อที่จะเห็นความจริงที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการชอบหรือไม่ชอบคนๆนั้น ครั้งหนึ่งชายคนหนึ่งให้เหตุผลกับผมว่าทำไมเขาไม่ต้องการที่จะทำในกัน : “ผมไม่เคย พูดคุยกับพ่อของผมเลย ผมเพียงแต่พูดว่า” เอาเงินมาให้ผม” ด้วยเหตุนี้ไม่มีอะไรที่เขาทำให้กับผมและไม่มีอะไรที่ผมได้สร้างความยากลำยากให้กับเขา ดังนั้นผมจึงไม่ต้องการที่จะทำในกันกับเขา ” โดยปกติเขาจะไม่ได้พูดคุยกับพ่อของเขาและพูดแค่ว่า “เอาเงินมาให้ผม” ถ้าเขาต้องการเงิน และเขาบอกว่าพ่อไม่เคยทำอะไรเพื่อเขาเลย

แต่มีความเป็นไปได้ที่มุมมองทั้งหมดจะมีการเปลี่ยนแปลงไป นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมมันจำเป็นจริงๆที่จะต้องทำในกัน ถ้าคุณไม่ชอบหรือเกลียดใครสักคน

มีหลายคนที่ไม่สามารถนอนหลับได้เพราะพวกเขาเกลียดคนอื่น ๆ แต่คนที่ถูกเกลียดนั้นนอนหลับสบายมาก นั่นหมายความว่าผู้ที่เกลียดกำลังทุกข์ทรมาน

แม้ว่าเราจะเกลียดใครสักคนเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อยี่สิบปีก่อนและบุคคลนั้นได้ขอโทษสำหรับเรื่องนั้นแล้ว ความเกลียดชังนี้ก็ไม่ได้หายไป

นี่อาจเป็นกรณีที่ถ้าคนๆนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในโลกนี้แล้ว นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเรา ต้องปลดปล่อยหัวใจของเราให้เป็นอิสระจากความเกลียดชังของเราเอง โดยการตรวจสอบบางจุดในชีวิตว่าอะไรคือสิ่งที่เราได้รับจากบุคคลดังกล่าวและถ้าเราเป็นต้นเหตุของความยากลำบาก มันจะกลายเป็นเรื่องง่ายที่จะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในอดีตของเรา ว่าเป็นความจริงที่ผ่านมาของเรา

แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เราคิดว่าเราถูกทำร้ายจากคนอื่นๆ ผลของความสำเร็จคือการถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากอดีตที่ผ่านมา

ทั้ง 3 คำถามของในกันได้รับการพัฒนามาจากประเทศญี่ปุ่นโดยอาจารย์อิชิน โยชิโมโต้ (Ishin Yoshimoto) (1916-1988) อาจารย์อิชิน โยชิโมโต้(Yoshimoto)ได้พัฒนาวิธีการทำในกัน จากประสบการณ์จริงและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วง 30 ปีของการทำงาน กับผู้คนรวมทั้งความปรารถนาว่าทุกคนในโลกนี้คู่ควรที่จะมีความสุข

ในการพัฒนาในกัน เขาให้ วิธีการที่จะตอบสนองงานที่ยาวนานของเราแก่มวลมนุษย์: นั่นคือ”การทำความเข้าใจตัวเอง ”

ตอนนี้ในกัน  ยังเป็นที่ยอมรับในยุโรปและอเมริกา เอเชีย และรวมถึงประเทศไทย (ก่อตั้งศูนย์ในกันประเทศไทยในเดือนมกราคม พ.ศ. 2559) มีคนมากมายเข้าปฏิบัติในกันในแต่ละปี ด้วยประการฉะนี้ผมได้ตอบคำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทำในกัน ด้วยความเคารพ